วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563


5G, AI และ IoT เทรนด์เทคโนโลยี


จับตาปี 2020 “5G” เปลี่ยนโลก! ผู้บริโภคใช้ “AI – IoT” ได้จริง ...


          ชี้การเกิดขึ้นของ 5G, IoT และ AI เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิงขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืนจะถูกยกระดับความสำคัญ แก้ปัญหาผ่านเทคโนโลยีและกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน
 
        นายจอห์น ทาเล แซนเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายวิจัย เทเลนอร์ รีเสิร์ช กล่าวว่า "ในทศวรรษที่ผ่านมา เทคโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนและสังคมอย่างมาก"

       ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคได้เริ่มตระหนักถึงบทบาทและการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI, Machine learning และ IoT และนี่คือ 9 ประเด็นทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุด
 
1. นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
         กระแสความตื่นตัวประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักหรือการสร้างความเข้าใจเพราะนวัตกรรมจะเข้ามา มีบทบาทในการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นไอโอทีบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อลดการใช้ปริมาณการใช้ทรัพยากรอันเป็นส่วนหนึ่งของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
   

  

 2. ร่างกายจะคอนเน็คกับอินเทอร์เน็ตกว่าที่เคย

       เทคโนโลยี IoTส่วนมากได้รับการพูดถึงในวงจำกัดอย่างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ภาคการผลิตและเกษตรกรรมซึ่งยังนับว่าไกลตัวกับผู้บริโภคผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยี IoT มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยเทคโนโลยี IoT จะถูกผนวกเข้าไปในอุปกรณ์ต่างๆทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย เช่นความดันเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือด ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาระดับอินซูลินในเลือด ซึ่งอุปกรณ์ IoT ที่ได้รับการพัฒนาจะลดเวลาระหว่างการอ่านค่าอินซูลินและการฉีดยาเข้าร่างกาย เพราะกรณีนี้ผู้ป่วยรอไม่ได้
     

 

  

    3. 5G เปลี่ยนโฉมหน้าพฤติกรรม

 โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้นรวมไปถึง นวัตกรรมหลังบ้านที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่พัฒนามาจาก 5G ซึ่งนวัตกรรมที่ว่านี้คือ Network Slicing ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ของเน็ตเวิร์คให้เป็นระบบเสมือน ซึ่งจะทำให้ความหน่วง (Latency) ของการรับส่งข้อมูลลดลง มีความแม่นยำในการควมคุมจากระยะไกล ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก IoT ได้เต็ม ศักยภาพ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น สาธารณสุข การขนส่ง และความมั่นคง

 

    4. ปรากฏการณ์ “Dirty Data” รูปแบบใหม่

ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการคัดกรองข้อมูล เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่เพียง fake newsหรือข่าวปลอมที่เป็นภัยบนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมไปถึง Dirty Dataซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปะปนอยู่ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้การประมวลผลข้อมูลต่างๆ ผ่าน AI หรือ machine learningต่างๆ ผิดพลาด ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด

 


 
  5. “ความน่าเชื่อถือถูกยกระดับความสำคัญ

         “ความน่าเชื่อถือ” เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางของการใช้บริการทาง               ออนไลน์แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวที่บริษัทผู้ให้บริการ               โซเชียลมีเดียนำข้อมูลของผู้ใช้บริการออกสู่ระบบไปยัง third                     party เช่น บริษัทโฆษณาทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้                           บริการ บริการลดลง” ดังนั้นในปี2020 จะเห็นแนวโน้มที่ว่าผู้บริโภค            ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้นและนั่นทำให้           ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่ง  


    6. eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย
 
        eSIM จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่จำกัดแค่เพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต แต่จะมากับของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IoT และ 5G ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลายในปี 2020 และจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
 
   7. ปีแห่งสนามรบของ Streaming TV
 
        หลังจากที่ Netflix ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบความบันเทิงของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ผ่านรูปแบบ สตรีมมิ่งทำให้ผู้ผู้คอนเทนท์และเจ้าของแพลทฟอร์มรายอื่นอย่าง AppleTV+ และ Disney+ เข้ามาขอแชร์ส่วนแบ่งในตลาด ซึ่งในปี 2020 จะได้สนามรบทั้งคอนเทนท์ที่หลากหลายและราคาจากผู้เล่นเหล่านี้อย่างแน่นอน
 
  8. กฎเกณฑ์ใหม่คุมบิ๊กเทค
 
        บิ๊กเทคที่จะถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดเก็บภาษี ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคง ตลอดจนข้อห้ามที่เกี่ยวกับการโฆษณาเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง  หลังจากเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมตั้งคำถามถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากบริการของบิ๊กเทคเหล่านี้
 
  9. ป้องกัน Phone scam ด้วย Machine learning

        ในปีที่ผ่านมา Phone scam หรือภัยที่เกิดจากการหลอกหลวงผ่านโทรศัพท์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งมิสคอล การโทรออกผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต่างมีเล่ห์กลในการหลอกล่อเอาเงินจากเหยื่อ แต่เพื่อลดและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ในปี 2020 Machine learning จะเข้ามามีบทบาทและเป็นเครื่องมือในการป้องกัน Phone scam ที่เกิดขึ้น

 วิทยาการข้อมูล (Data science)❤



           เป็นสหสาขาวิชาที่ใช้วิธีการ กระบวนการ อัลกอริทึม และระบบทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อหาความรู้จากข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ทั้งจัดเก็บเป็นระเบียบและไม่เป็นระเบียบ เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองข้อมูล การเรียนรู้เชิงลึก และข้อมูลขนาดใหญ่

วิทยาการข้อมูลเป็นศาสตร์ที่เป็นการบูรณาการสถิติศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการเรียนรู้ของเครื่องเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในข้อมูลได้ ใช้เทคนิคและทฤษฎีที่ได้มาจากคณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิทยาการสารสนเทศ

จิม เกรย์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลทัวริงมองว่า วิทยาการข้อมูลเป็นวิทยาศาสตร์แขนงที่สี่ต่อยอดมาจากวิทยาศาสตร์การทดลอง วิทยาศาสตร์ทฤษฎี และวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ โดยเชื่อว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์กำลังจะเปลี่ยนไปโดยอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศและการเพิ่มขึ้นของข้อมูล                                                                                                                                                                                                                                                                   

ข้อมูลพื้นฐาน❤

วิทยาการข้อมูลเป็นสหสาขาวิชาที่มุ่งเน้นการหาความรู้จากกลุ่มข้อมูลซึ่งส่วนมากมักมีขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ วิเคราะห์ และนำเสนอสิ่งที่ค้นพบให้กับผู้มีอำนาจใจการตัดสินใจในองค์กร จึงต้องใช้ทักษะทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์ การนำเสนอข้อมูลด้วยภาพ การออกแบบกราฟิก และธุรกิจ

นักสถิติศาสตร์หลายคน อาทิ เนท ซิลเวอร์ มองว่าวิทยาการข้อมูลไม่ได้เป็นศาสตร์ใหม่ แต่เป็นอีกชื่อหนึ่งของสถิติศาสตร์ แต่บ้างก็แย้งว่าวิทยาการข้อมูลเน้นการศึกษาปัญหาและเทคนิคที่แตกต่างกับวิชาสถิติโดยวิสันต์ ธาร์ ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กมองว่าสถิติจะเน้นการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณและหาคำอธิบาย ส่วนวิทยาการข้อมูลจะเน้นศึกษาทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (เช่นภาพ) และเน้นการพยากรณ์และการลงมือทำ                                                                                                                          

 เส้นทางอาชีพ❤                                                                                                                  

  วิทยาการข้อมูลเป็นศาสตร์ที่กำลังเติบโต นักวิทยาการข้อมูลเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับเงินเดือนระดับที่สูงมากในสหรัฐอเมริกาโดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 118,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 56.91 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง การเติบโตของสายงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานในตลาด คาดว่าจะเติบโตราวร้อยละ 16 ระหว่างปี ค.ศ. 2018 ถึง ค.ศ. 2028 

💗สาขาเฉพาะทางของวิทยาการข้อมูล💗

  • นักวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ของเครื่อง มีหน้าที่วิจัยหาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูบแบบใหม่และสร้าง      อัลกอริทึม
  • นักวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ตรงตามความความสนใจของบริษัท
  • ที่ปรึกษาด้านข้อมูล ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อศึกษาว่าจะใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
  • สถาปนิกข้อมูล สร้างโซลูชันข้อมูลที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งานสถาปนิกการนำไปใช้งาน ติดตามการนำไปใช้งานตลอดทั้งวงจรธุรกิจ

           
ผลกระทบของวิทยาการข้อมูล❤
         เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เริ่มเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและบริษัททุกระดับ 
การมีข้อมูลขนาดใหญ่และมีความสามารถในการตีความได้เปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจรูปแบบเก่า ก่อให้เกิดการสร้างโมเดลแบบใหม่ ธุรกิจที่เกิดจากข้อมูลมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2020 เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2015 ที่มีอยู่เพียง 333 พันล้านดอลลาร์ นักวิทยาการข้อมูลเป็นผู้ที่ย่อยข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่มีประโยชน์ สร้างซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมที่ช่วยให้บริษัทและองค์กรค้นพบวิธีการที่ดีที่สุดในการดำเนินธุรกิจข้อมูลขนาดใหญ่มีผลกระทบอย่างมหาศาลทั่วโลก

Big Data

 

Big Data (บิ๊ก ดาต้า) 



    บิ๊กดาต้า (Big Data) คือคำนิยามของข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ทุกชนิดที่อยู่ในองค์กรของเราไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลบริษัท ข้อมูลลูกค้า Suppliers พฤติกรรมผู้บริโภค Transaction ไฟล์เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปจนถึง รูปภาพ URLs ลิงค์ต่างๆที่คุณเก็บไว้ ฯลฯ ที่มีปริมาณมากจนกระทั่งซอฟต์แวร์ปกติทั่วไปไม่สามารถรองรับการเก็บข้อมูลหรือประมวลผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

Big Data (4V)

  1. ที่มีปริมาณมาก (Volume) ปัจจัยข้อแรกแน่นอนว่าคำว่า Big Data มีคำว่า “Big” นั่นก็คือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งรูปแบบ Online และ Offline ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีปริมาณมากกว่าหน่วย TB (Terabyte) ขึ้นไป
  2. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Velocity) ส่งผ่านข้อมูล Update กันอย่างต่อเนื่อง (Real-time) จนทำให้การวิเคราะห์ง่ายๆแบบ Manual เกิดข้อจำกัด หรือไม่สามารถจับรูปแบบหรือทิศทางของข้อมูลได้
  3. หลากหลายประเภทหรือแหล่งที่มา (Variety) หมายถึงรูปแบบของข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในรูปแบบ ตัวอักษร วิดีโอ รูปภาพ ไฟล์ต่างๆ ฯลฯ และหลากหลายแหล่งที่มาเช่น Social Network หรือ Platform E- Commerce ต่างๆ
  4. ยังไม่ผ่านการประมวลผล (Veracity) ยังไม่ผ่านการ Process ให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่สามารถใช้สร้างประโยชน์ต่อองค์กรได้ 

Big Data มีความสำคัญอย่างไร ?

ความสำคัญของBig Dataไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณข้อมูลจำนวนมากที่คุณมี หากแต่เป็นการที่คุณจัดการกับมันต่างหาก คุณสามารถได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อค้นหาคำตอบซึ่งจะช่วยในการ 1) ลดต้นทุน 2) ลดเวลา 3) พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และหาข้อเสนอที่ดีที่สุด และ 4) ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เมื่อคุณรวมข้อมูลBig Dataเข้ากับ การวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ คุณจะสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้บรรลุผลได้ ยกตัวอย่างเช่น

❤ ระบุสาเหตุของความผิดพลาด ประเด็นและความผิดพลาดได้ใกล้เคียงแบบเรียลไทม์ 

❤ กำหนดคูปองโปรโมชั่นที่จุดขายตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค  

❤ คำนวณความเสี่ยงของทั้งพอร์ตโฟลิโอซ้ำได้ในเวลาไม่กี่นาที 

❤ ตรวจพบพฤติกรรมการฉ้อโกงก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรของคุณ




อ้างอิง











"Information" is becoming more valuable than "oil"

 “ข้อมูล” กำลังเป็นสิ่งมีค่ามากกว่า “น้ำมัน”


BrandAge : เมื่อ Data Monetization คือตัวตัดสินความสำเร็จของผู้ค้า ...


╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
เป็นเรื่องประหลาดที่สิ่งที่มีค่ามากกว่าน้ำมันนั้นมีคุณสมบัติตรงข้ามกับน้ำมันเพราะเป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด และดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแต่ถึงแม้มันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไรคุณค่าของมันกลับไม่ได้ลดลงเหมือนทรัพยากรทั่วไปแถมสิ่งนี้ไม่ได้มีตัวตนจับต้องได้ล่องลอยไปในอากาศ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้ประโยชน์จากมันให้มีประสิทธิภาพที่สุดทรัพยากรที่ว่านั้นก็คือ “ข้อมูล” นั่นเอง..
    Google รู้ว่าเราอยากหาข้อมูลอะไร

   Facebook รู้ว่าเราชอบเสพเรื่องราวประเภทไหน

  Amazon รู้ว่าเราอยากซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าแบบไหน
เพียงเท่านี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลจากข้อมูลของเราโดยนำข้อมูลการใช้งานของเราไปวิเคราะห์และประมวลผล ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงตัวตนของเราได้ง่ายขึ้นจากนั้นก็จะนำเสนอข้อมูล สินค้า หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เราน่าจะสนใจและตรงกับความต้องการของเรา
รวมถึงทำการตลาดที่เหมาะสมกับตัวตนของเรามากขึ้นในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ประโยชน์จากข้อมูลของเรา ส่วนเราก็อาจจะได้ผู้ช่วยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของเราได้ดียิ่งขึ้น
แต่นั่นก็เป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายความเป็นส่วนตัวของเราเช่นกัน   เพราะกลายเป็นว่าเราจะไม่หลงเหลือความเป็นส่วนตัวในชีวิตเลย..




อ้างอิง https://www.longtunman.com/23098

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ข้อมูลมีค่า

ข้อมูลมีค่า มากกว่าที่เราคิด

 

เคยมีคำกล่าวว่า “ใครครองเทคโนโลยี คนนั้นครองโลก”

แต่ผมอยากจะเติมอีกคำหนึ่งที่ว่า

 “ใครยึดครองข้อมูลและใช้ประโยชน์จากมันได้ คนนั้นจะเข้าไปครองใจคนทั้งโลก” 

เพราะข้อมูลมีค่าเกินกว่าที่เราคิด


จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว
          มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะคล้ายกันคือใช้ “การจำ” ผ่านเรื่องเล่าต่อๆกันมา ดังนั้นการพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยนในชุมชน ตลาด งานบุญ ร้านเหล้า ร้านกาแฟ ตลอดจนการซุบซิบนินทาน่าจะเป็นวิธีการถ่ายทอดที่ใช้กันบ่อย ซึ่งแน่นอนเป็นการส่งสารที่ไม่เป็นทางการนัก แต่นักการตลาดก็นำมาใช้อย่างได้ผลที่เรียกว่า Viral Marketing แต่เมื่อผ่านคนมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องราวมักจะบิดเบือนหรือมีการใส่สีตีไข่ไปจากเดิม ในขณะที่ชนชาติตะวันตก มักจะชอบอ่านชอบ “การจด” ไปเจออะไรมาก็จะบันทึก การบันทึกเกิดขึ้นตลอดเวลาเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต จนกลายเป็นลักษณะเด่น ระหว่างวัฒนธรรมการจำ หรือ Memory กับวัฒนธรรมการจด หรือ Diary ยิ่งนานวันพบยิ่งค้นพบว่า “ข้อมูล” มีค่าและมีความจำเป็น ก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกลืมเลือนสิ่งที่น่าสนใจในอดีต ยิ่งผ่านมานานวัน ยิ่งจำอะไรได้เลือนลางเหลือเกิน นั่นเพราะไม่ได้รับการปลูกฝังให้จด ในขณะที่ฝรั่งต่างชาติมักจะมีสมุดเล่มเล็กๆไว้จดบันทึกเรื่องราวประจำวันตั้งแต่เด็ก แล้วยังเก็บไว้จนโตที่เรียกว่า สมุดไดอารี่

     

 

 

             แต่ในยุค 4.0 สิ่งต่างๆ ได้กลายเป็นพื้นฐานที่ผสมผสานหรือแทรกเข้าไปอยู่ใกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมด และที่สำคัญเป็นไปโดยอัตโนมัติแบบที่คนแทบไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวหรือคอยป้อนข้อมูลจดบันทึกแต่อย่างใด การรับข้อมูลเข้า การประมวลผล ตลอดจนนำผลวิเคราะห์ไปใช้ในการตัดสินใจเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น IoT (Internet of Thing) ทำหน้าที่เป็นตัว Input และ Output ในทุกๆจุดที่เราต้องการควบคุม สั่งการ หรือตรวจติดตามการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ภายในโรงงาน ภายในร้านค้า ภายในสำนักงาน และทุกๆสถานที่สาธารณะ โดยมี Sensor ทำหน้าที่แปลงสภาพแวดล้อมทางกายภายนั้น (physical data) ให้กลายเป็นข้อมูลดิจิตัล (digital data) แล้วส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปจัดเก็บไว้ในคลาวด์ (cloud) ซึ่งถือว่าเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่เราสามารเรียกใช้งานมันได้ทุกที่ทุกเวลา

 

             คลังข้อมูลขนาดใหญ่ดังกล่าว จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์ผ่านตัวแบบ (model) หรือสมการ (formula) ที่สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆโดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data science) เมื่อใดก็ตามที่ตัวแปรเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งสัญญาณบางอย่างจากโมเดลนั้นๆให้เรารู้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือนำแนวโน้มหรือความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ทำให้เกิดรูปแบบ (pattern) บางอย่าง ไปใช้ในการพยากรณ์อนาคต เช่น ใช้วางแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน (predictive maintenance) ใช้ในการพยากรณ์ความต้องการผลผลิต (demand planning) หรือคาดการณ์การเติบโตจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (market trend)

  วิทยาการข้อมูล (Data Science)

  • วิทยาการข้อมูล เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ วิธีการ หรือเทคนิค ในการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาประมวลผล เพื่อให้ได้องค์ความรู้ เข้าใจปรากฏการณ์ ใช้ตีความ ทำนาย พยากรณ์ ค้นหารูปแบบ แนวโน้มจากข้อมูล และสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมไปใช้ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุด






อ้างอิง 




 

 

ข้อมูลมีคุณค่า( Valuable information )

ข้อมูลมีคุณค่า( Valuable information )


         “ในยุคของข้อมูลและสารสนเทศ มีปริมาณข้อมูลเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากผู้ใช้ที่มีอยู่ทั่วโลกจํานวนมาก ทํา ให้ข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล มีการใช้ศาสตร์ที่เรียกว่าวิทยาการข้อมูล (data science) ซึ่งมีความสําคัญและช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจความหมายของข้อมูล และในขณะเดียวกันผู้ใช้จะได้รับความรู้จากข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิทยาการข้อมูลด้วย”

ยุคของข้อมูลและสารสนเทศ (Information Age)

        ในยุคของข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การเกษตร และการคมนาคม การจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมทำให้การนำข้อมูลมาใช้ไม่สะดวก ไม่ทันเวลา และสูญหายง่าย
        การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล (digitization) และการพัฒนาการของการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศได้ทุกที่ทุกเวลา

  • แผนที่กระดาษในรูปแบบเดิม ไม่สามารถแสดงข้อมูลการจราจรที่เป็นปัจจุบัน และไม่สามารถวางแผนการเดินทางได้ แต่ระบบแผนที่นำทาง (Global Positioning System: GPS) นอกจากแสดงสถานที่ต่างๆ แล้ว ยังมีข้อมูลสภาพการจราจร ระยะเวลาเดินทาง ซึ่งมีความแม่นยำ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

     
       ในปัจจุบัน เราไม่เป็นเพียงผู้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างข้อมูลดิจิทัลด้วยเช่นกัน
  • การอัพโหลดรูปภาพส่วนตัว การส่งอีเมล์ในแต่ละวัน การโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ การส่งต่อข้อความผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ ผู้ใช้คนอื่นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้
        จัดได้ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ (Asset) ที่มีความสำคัญ แต่หากข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ถูกนำมาประมวลผล ก็จะไม่เกิดคุณค่าใดๆ ดังคำกว่าที่ว่า “ข้อมูลนั้นมีค่าดั่งน้ำมันดิบ”


ฟอร์มของนางสาวปิยะนุช นิ่มนวล

กำลังโหลด…