วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ข้อมูลมีค่า

ข้อมูลมีค่า มากกว่าที่เราคิด

 

เคยมีคำกล่าวว่า “ใครครองเทคโนโลยี คนนั้นครองโลก”

แต่ผมอยากจะเติมอีกคำหนึ่งที่ว่า

 “ใครยึดครองข้อมูลและใช้ประโยชน์จากมันได้ คนนั้นจะเข้าไปครองใจคนทั้งโลก” 

เพราะข้อมูลมีค่าเกินกว่าที่เราคิด


จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว
          มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะคล้ายกันคือใช้ “การจำ” ผ่านเรื่องเล่าต่อๆกันมา ดังนั้นการพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยนในชุมชน ตลาด งานบุญ ร้านเหล้า ร้านกาแฟ ตลอดจนการซุบซิบนินทาน่าจะเป็นวิธีการถ่ายทอดที่ใช้กันบ่อย ซึ่งแน่นอนเป็นการส่งสารที่ไม่เป็นทางการนัก แต่นักการตลาดก็นำมาใช้อย่างได้ผลที่เรียกว่า Viral Marketing แต่เมื่อผ่านคนมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องราวมักจะบิดเบือนหรือมีการใส่สีตีไข่ไปจากเดิม ในขณะที่ชนชาติตะวันตก มักจะชอบอ่านชอบ “การจด” ไปเจออะไรมาก็จะบันทึก การบันทึกเกิดขึ้นตลอดเวลาเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต จนกลายเป็นลักษณะเด่น ระหว่างวัฒนธรรมการจำ หรือ Memory กับวัฒนธรรมการจด หรือ Diary ยิ่งนานวันพบยิ่งค้นพบว่า “ข้อมูล” มีค่าและมีความจำเป็น ก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกลืมเลือนสิ่งที่น่าสนใจในอดีต ยิ่งผ่านมานานวัน ยิ่งจำอะไรได้เลือนลางเหลือเกิน นั่นเพราะไม่ได้รับการปลูกฝังให้จด ในขณะที่ฝรั่งต่างชาติมักจะมีสมุดเล่มเล็กๆไว้จดบันทึกเรื่องราวประจำวันตั้งแต่เด็ก แล้วยังเก็บไว้จนโตที่เรียกว่า สมุดไดอารี่

     

 

 

             แต่ในยุค 4.0 สิ่งต่างๆ ได้กลายเป็นพื้นฐานที่ผสมผสานหรือแทรกเข้าไปอยู่ใกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมด และที่สำคัญเป็นไปโดยอัตโนมัติแบบที่คนแทบไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวหรือคอยป้อนข้อมูลจดบันทึกแต่อย่างใด การรับข้อมูลเข้า การประมวลผล ตลอดจนนำผลวิเคราะห์ไปใช้ในการตัดสินใจเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น IoT (Internet of Thing) ทำหน้าที่เป็นตัว Input และ Output ในทุกๆจุดที่เราต้องการควบคุม สั่งการ หรือตรวจติดตามการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ภายในโรงงาน ภายในร้านค้า ภายในสำนักงาน และทุกๆสถานที่สาธารณะ โดยมี Sensor ทำหน้าที่แปลงสภาพแวดล้อมทางกายภายนั้น (physical data) ให้กลายเป็นข้อมูลดิจิตัล (digital data) แล้วส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปจัดเก็บไว้ในคลาวด์ (cloud) ซึ่งถือว่าเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่เราสามารเรียกใช้งานมันได้ทุกที่ทุกเวลา

 

             คลังข้อมูลขนาดใหญ่ดังกล่าว จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์ผ่านตัวแบบ (model) หรือสมการ (formula) ที่สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆโดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data science) เมื่อใดก็ตามที่ตัวแปรเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งสัญญาณบางอย่างจากโมเดลนั้นๆให้เรารู้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือนำแนวโน้มหรือความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ทำให้เกิดรูปแบบ (pattern) บางอย่าง ไปใช้ในการพยากรณ์อนาคต เช่น ใช้วางแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน (predictive maintenance) ใช้ในการพยากรณ์ความต้องการผลผลิต (demand planning) หรือคาดการณ์การเติบโตจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (market trend)

  วิทยาการข้อมูล (Data Science)

  • วิทยาการข้อมูล เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ วิธีการ หรือเทคนิค ในการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาประมวลผล เพื่อให้ได้องค์ความรู้ เข้าใจปรากฏการณ์ ใช้ตีความ ทำนาย พยากรณ์ ค้นหารูปแบบ แนวโน้มจากข้อมูล และสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมไปใช้ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุด






อ้างอิง 




 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ฟอร์มของนางสาวปิยะนุช นิ่มนวล

กำลังโหลด…